นอกจาก Falcon and the winter soldier และ Loki ที่จ่อคิวรอหลัง Wanda Vision จบลงแล้วอีกหนึ่งโปรเจกต์ซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์อย่าง Ms. Marvel ก็กำลังเร่งถ่ายทำกันอย่างขมักเขม้นซึ่งหลังจากถ่ายทำในแอตแลนตาเสร็จแล้วก็มีข่าวเล็ดรอดมาจากกองถ่ายว่าทีมงานกำลังจะย้ายมาถ่ายบางฉากที่กรุงเทพมหานครของเราในเดือนมีนาคมนี้

ตามแหล่งข่าวทั้งอินสตาแกรมของนักข่าวที่ติดตามกองถ่ายชื่อแอคเคาท์ @Atlanta_Filming และเว็บบล็อกเกอร์คนดังอย่าง Murphy’s Multiverse ต่างรายงานตรงกันว่าขณะนี้กองถ่าย Ms. Marvel ซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ที่มีคิวลง Disney+ ในปีนี้สิ้นสุดการถ่ายทำฉากสำคัญที่แอตแลนตาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีรายงานชัดเจนว่ากองถ่ายที่เดินทางมากรุงเทพมหานครนั้นจะเป็นกองใหญ่หรือแค่กองถ่ายย่อยที่มาเก็บฟุตเทจประกอบเรื่องราวเท่านั้น

สำหรับความน่าสนใจของ Ms. Marvel ก็คงหนีไม่พ้นการเป็นซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่เรื่องแรกของมาร์เวลที่ตัวละครเอกจะนับถือศาสนาอิสลามโดยนักแสดงสาว ไอมาน เวลลานี จะสวมบทกมลา ข่านสาวลูกครึ่งปากีสถานอเมริกันจากนิวเจอร์ซีที่มักถูกบูลลีจากความแตกต่างด้านชาติพันธุ์ในโรงเรียนจนกระทั่งเธอได้รับพลังพิเศษจนกลายเป็น Ms. Marvel คนที่สี่หลังแครอล เดนเวอร์กลายเป็นกัปตันมาร์เวลไปแล้ว และแน่นอนว่าตัวละครกมลา ข่านจะปรากฏตัวร่วมกับแครอล เดนเวอร์ บทของบรี ลาร์สันในหนังภาคต่อ Captain Marvel 2 อย่างแน่นอน.

โดยขณะนี้ซีรีส์ Ms. Marvel ยังไม่มีกำหนดการลงสตรีมมิ่งทาง Disney+ อย่างเป็นทางการแต่คาดว่าเราจะได้ชมกันภายในปีนี้ตามกำหนดการซึ่งนอกจากไอมาน เวลลานี นักแสดงสาวเชื้อสายแคนาดาที่เป็นครอบครัวผู้อพยพจากปากีสถานเหมือนตัวละครกมลา ข่านของเธอแล้วซีรีส์ยังได้หนุ่มสุดฮอตเชื้อสายปากีสถานอย่าง อรามิส ไนต์ จาก Ender’s Game มาเขย่าหัวใจสาว ๆในบท คารีม หรือ Red Dagger ฮีโร่ศาลเตี้ยคาดปากด้วยผ้าแดงจากปากีสถานด้วยความหล่อลากดิน

รวมถึง ลอเรล มาร์สเดน นักแสดงสาวสวยจากซีรีส์สั้น Survive บนแพลตฟอร์ม Quibi ที่รอดชีวิตหลังแพลตฟอร์มปิดตัวลงมารับบท โซอี ซิมเมอร์ ที่ไม่ได้เป็นญาติกับฮานส์ ซิมเมอร์คอมโพสเซอร์คนดังแต่อย่างใดแต่โซอีคือสาวผิวขาวจอมบูลลีที่หลังจากกมลา ข่านช่วยเธอไว้จึงกลายมาเป็นมิตรที่คอยสนับสนุนฮีโร่อย่าง Ms. Marvel

ซีรีส์ได้ ซานา อมานาต ผู้ร่วมตัดสายสะดือคลอดตัวละครกมลา ข่านมาเป็นโปรดิวเซอร์ และได้บิชา เค อาลี มากุมหางเสือซีรีส์ในฐานะผู้จัด (Show Runner) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทาง Disney เองให้ความสำคัญและกระจายโอกาสในการทำงานสู่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์จริง ๆ